เซ็ง..แปะฟิคดีก่า [The Mirror (G in Y) SB/RL (1st and one shot)]
posted on 26 Feb 2006 14:06 by nakyorusanto in My-Fictionsปิดเทอมนี่มันไม่มีอะไรให้ทำเลยรึไงวะ น่าเบื่ออ่า.....- -
ทำกราฟฟิกก็ไปไม่รอด ตอนนี้ตั้งใจเปลี่ยนใหม่แล้วว่าจะเรียนศิลป์ ออกแบบโฆษณา สู้ตายเว้ยยยยยย
เตรียมเปลี่ยนธีมด้วย พี่มันบอกว่าธีมเน่าแถมจืดอีกต่างหาก แต่ชอบสีดำนี่หว่า เดี๋ยวก็ขาวดำจริงๆซะเลยดีมั้ย เอาให้มืดตื๋อไปเลย
ใครว่างออกความคิดเห็นทีว่าหน้าตาอย่างเรา ธีมสีอะไรดี .....
แล้วก็พรุ่งนี้ไปดรีมเวิลด์(ไปอีกและ) เดี๋ยวจะขึ้นไวกิ้งปริญญาเอก เล่นทุกอย่างที่ขวางหน้า ยกเว้น รถเมล์ผีนั่น รอบก่อนทำเอาเกือบอ้วก ไม่ได้เสียวซ่านเล๊ยยยยยยย ให้ตายเถอะ
ร้อนตับแลบเลยเฟ้ยยยยยยยยยยยยยย -_-"
แปะฟิคซิริลูครั้งแรกที่แต่งดีก่า แม่ง แต่ฟิคนี้ไม่ค่อยได้เรื่อง ก็ฟิคสด ก็แค่อยากแต่งเฟ้ยยยยยยยยยยย อย่าเอาอะไรมากเลย
Title: The Mirror [ถ้ากระจกเงาของซีเรียส ไม่ได้อยู่กับแฮร์รี่]
Author : Kyosan
Pairing : SB/RL
Rate : G
Comment : คอมเม้นในเนี้ยแหล่ะ
-----------------------------------------------------------------------------------------------
..จะมีกระจกเงาซักบานมั้ยนะ ที่จะสะท้อนความรู้สึกลึกๆในจิตใจคนได้นอกจากเอริเซด..
สะท้อนส่วนที่ถูกเก็บซ่อนไว้ หรือเจ้าของจิตใจมิปรารถนาจะเปิดเผย
...จะมีหรือเปล่า...
"ซีเรียส นายว่าในโลกนี้มีกระจกเงาที่สะท้อนความรู้สึกมนุษย์มั้ย"เด็กหนุ่มผลน้ำตาลยาวประบ่าเอ่ยถามเพื่อนรักที่เดินอยู่ข้างๆ ซึ่งคำตอบของอีกฝ่ายก็คือใบหน้าฉงน
"เอริเซดไง จะมีกระจกที่ไหนปราดเปรื่องเท่าบานนั้น จริงมั้ย"หนุ่มผมดำอีกคนตอบแทนก่อนจะกระทุ้งคนตัวเล็กข้างๆเพื่อขอเสียงสนับสนุน
"อืมมมม ใส่แล้วเจมส์ ถูกต้อง จริงมั้ยรีมัส ซีเรียส"ชายผู้ที่เพื่อนๆเรียกกันว่าหางหนอนยิ้มเห็นด้วย
"ไม่สิ ฉันหมายถึงกระจกเงาที่นอกเหนือจากเอริเซดต่างหาก"
"ทำไม นายอยากได้หรอรีมัส"หนุ่มผมเข้มข้างๆถาม ใบหน้าที่เจ้าเล่ห์และขี้เล่นตลอดเวลามีแววจริงจังเป็นครั้งแรก
"แค่ถามไปเท่านั้นแหล่ะ ช่างเถอะ"รีมัสหันมาบอก ผมน้ำตาลนุ่มถูกสะบัดไปข้างหลัง ใบหน้าสดใสจ้องมองคนตรงข้ามก่อนจะเร่งฝีเท้ามากขึ้น"วิ่งดีกว่ามั้ยพวกนาย อีก2นาที ไม่ทันศ.บินส์แน่"ว่าแล้วก็วิ่งตรงนำเพื่อนๆไป
"มาเร็ว เขาแหลม หางหนอน เท้าปุย!"ผู้ซึ่งเรียบร้อยที่สุด ไม่น่าจะวิ่งมากที่สุดร้องเรียกเพื่อนๆอยู่ข้างหน้า ก่อนจะหายลับไปเมื่อเลี้ยวมุมตึก
หลังจากวันนั้น ไม่มีใครติดใจสงสัยในคำถามของลูปินอีก นอกจากซีเรียสที่เฝ้าหากระจกบานที่ว่า เขาเชื่อว่าในโลกเวทมนตร์คงจะมีกระจกประเภทนี้มากมายเสียจนเลือกไม่ถูก แต่เขาคิดผิด ซีเรียสเฝ้าหากระจกบานนั้นแต่เขาจะพบ
เพียงคำตอบที่กล่าวถึง เอริเซดบาน เดียวเท่านั้น
"รีมัส..."เพื่อนรักที่นั่งอยู่ข้างๆเรียก สายตาคมเข้มจับจ้องอยู่ที่ห่อผ้าสักหลาดเล็กๆในมือโดยไม่ได้มองอยู่ที่หน้าอีกฝ่าย สร้างความแปลกใจให้กับผู้ถูกเรียกชื่อเมื่อครู่พอสมควร
"มีอะไรหรือเปล่า เรียกแล้วก็นั่งนิ่งซะเอง นายจะเอานี่หรอ"ว่าแล้วก็ยกเรียงความวิชาปรุงยาขึ้นก่อนจะยื่นให้อีกฝ่ายที่เอาแต่ส่ายหัว
"หรือว่ายืมปากกา& quot;สิ้นเสียงก็ล้วงปากกาขนนกอีกอันในกระเป๋าและวางไว้ตรงหน้าของฝั่งตรงข้ามและก้ม
หน้าก้มตาทำการบ้านต่อ ไม่รู้สึกเอะใจแม้แต่น้อย
"รีมัส..."ซีเรียสเรียกอีกครั้ง และสายตาก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่ห่อผ้าเช่นเดิม ในที่สุดเขาก็ประสบผลสำเร็จ รีมัส ลูปินเบนความสนใจมายังมือของเขาแล้ว
"อะไรของนาย ใช้วิธีนี้อีกแล้ว"ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก ก่อนจะขยับตัวเข้ามาใกล้เพื่อนรักมากขึ้น
"นายยังจำกระจกที่นายพูดถึงเมื่อตอนพวกเราอยู่ปี6ได้มั้ย"
"....."
"ว่าไง"
"อืม แค่แปลกใจเท่านั้นแหล่ะ ไม่คิดว่าคนอย่างนายจะจำได้ด้วย ฮ่ะๆๆๆๆๆ"
"ถ้าไม่ใช่นายพูด ฉันไม่จำให้เปลืองสมองหรอกน่า!"อีกฝ่ายเถียงกลับด้วยใบหน้าที่อมชมพูเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นไม่ถึง10วินาที เขาก็พึ่งรู้ว่าตัวเองพูดอะไรไป"หมายถึงถ้าเป็นเรื่องของพวกเราน่ะ.."
"อืม... แล้วทำไม นายหาเจอหรอ"
"เปล่าหรอก ไม่เจอ แต่ฉันว่าบานนี้ใกล้เคียงนะ"พูดจบ ก็แกะห่อผ้าเล็กๆออก เผยให้เห็น กระจกเงาแผ่นเล็กๆสองแผ่นวางซ้อนกันอยู่
"ใช้ยังไง"คำถามแรกที่มาจากรีมัสหลังจากเห็นกระจกเงาสองแผ่นนี้
"นายถือเอาไว้ แล้วนั่งตรงเก้าอี้ตัวนั้น แล้วนายก็เรียกชื่อฉันผ่านกระจก& quot;สิ้นเสียงก็ยื่นกระจกแผ่นหนึ่งให้อีกฝ่ายซึ่งรับเอาไว้และเดินไปนั่งที่เก้าอี้
หน้าเตาผิง
"ซีเรียส....ซีเรียส แบล็ก"ทันใดนั้น ใบหน้าของเพื่อนรักที่เมื่อครู่นี้นั่งอยู่ข้างๆก็ปรากฏอยู่บนกระจกแทน ใบหน้าที่สาวๆต่างชื่นชอบยิ้มให้เขาด้วยรอยยิ้มทะเล้นแบบที่ทำเป็นประจำ
"ไง สะดวกดีใช่มั้ยล่ะ เวลาโตไปแล้วนายจะติดต่อฉันก็แค่ตะโกนชื่อฉันผ่านกระจกของนาย"ซีเรียสเงยหน้ามองรีมัสตรงๆ ก่อนที่พูดต่อ โดยที่ไม่ได้ผ่านกระจกเหมือนเมื่อครู่นี้
"ถึงมันจะไม่เหมือนเอริเซดนะ แต่ต่างกันที่เราจะรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายด้วยจริงมั้ย ฉันคงมีความสุขกว่าถ้าได้รู้ความรู้สึกนายมากกว่าความรู้สึกฉันเอง.....จะได้รู้ว่านายสบายดีหรือว่าเจ็บป่วยตรงไหนบ้างไง"ซีเรียสเติมประโยค
ตอนท้ายเพิ่มเข้าไปเพื่อไม่ให้เป็นที่น่าสงสัย ไม่ให้รีมัสรู้ว่าเขากำลังแอบซ่อนความรู้สึกอะไรเอาไว้...
*.............................................
รีมัส ลูปินคนปัจจุบันนั่งอยู่ในห้องนอนของเขา บนเตียงเก่าๆที่มีฟูกสีน้ำตาลวางรองไว้ เขาหวนคิดถึงความทรงจำสมัยที่ยังเรียนอยู่ที่ฮอกวอตส์..
......สมัยที่ยังมีซีเรียสยืนอยู่ข้างๆเขาเสมอ......
.....มันเป็นเวลาสองอาทิตย์แล้วนะ ที่ฉันเห็นนายครั้งสุดท้ายที่นั่น.....
ลูปินยิ้มกับตัวเอง มือเรียวยาวของเขาคว้าเอากระจกแผ่นเล็กตรงหัวนอนขึ้นมาส่อง ....มันสะท้อนเป็นหน้าของเขาเอง...ลูปินมองกระจกในมือ ขอบตาของเขาเริ่มรู้สึกร้อนผ่าว
"ซีเรียส... ซีเรียส แบล็ก..."ลูปินเอ่ยอย่างแผ่วเบา ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากไอน้ำ ก่อนที่มันจะจางหายไปช้าๆ
"ซีเรียส แบล็ก"ลูปินเรียกอีกครั้ง แต่เป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ในสัปดาห์นี้ ในครั้งแรกเขากลัวกับคำตอบที่จะได้รับ จนถึงตอนนี้ความกลัวกลับกลายเป็นความด้านชาไปเสียแล้ว ไม่ว่าเขาจะเรียกด้วยน้ำเสียงแบบใด
...ลูปินเข้าใจอยู่แล้วว่าซีเรียสไม่ได้อยู่กับเขาอีกต่อไป....เปลือกตาบางปิดลงอย่างแผ่วเบา ซึ่งเป็นสิ่งที่บีบให้น้ำตาเม็ดเล็กๆ ไหลลงมาตามแก้มขาวและหยดลงบนบานกระจกที่สั่นระริกอยู่ในฝ่ามือ
และอีกไม่ช้า น้ำตาหยดอื่นๆก็ตามมาราวกับสายน้ำไหล
....'ฉันคงมีความสุขกว่าถ้าได้รู้ความรู้สึกนายมากกว่าความรู้สึกฉันเอง' .... คำๆนี้ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขาราวกับเสียงสะท้อนที่ไม่มีวันรู้จักจบสิ้น
ตั้งแต่วันที่ได้กระจกมาวันแรก ลูปินรู้มาตลอดว่าซีเรียสพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้ คำพูดที่ถูกเติมแต่งประโยคต่างๆ ลูปินรู้แต่แรกว่าเป็นแค่คำเติมแต่ง
จริงอย่างที่ซีเรียสบอก...กระจกบานนี้สามารถสะท้อนความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ และลูปินก็รู้มาตลอดอีกเช่นกันว่า...ซีเรียสคิดยังไงกับเขา...
"แต่มันจะสำคัญยังไงถ้าฉันไม่ได้เห็นหน้านายอีกแล้ว ซีเรียส..."
ข้อมือเรียวบางถูกเหวี่ยงไปข้างๆตัวพร้อมกับนิ้วมือที่กางออก......เศษกระจกเงาบานที่เป็นสื่อให้คนสองคนกองอยู่ตรงมุมห้อง เศษเสี้ยวของบานกระจกแผ่นเล็กที่สะท้อนให้ต่างฝ่ายต่างรับรู้ความรู้สึกของกันและกัน
...แต่จะสำคัญอะไรถ้าต่างฝ่ายต่างก็ไม่มีใครกล้าเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา...จนบางครั้งทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว
โอกาสในชีวิตคนเรามีหลายครั้ง แต่ไม่ได้มีบ่อย จนหลายคนปล่อยให้โอกาสผ่านไปเพราะเขาเอาแต่คิดว่าโอกาสหน้าก็มีอีก เป็นโอกาสที่ดีกว่า และคงจะมาถึงในไม่ช้า
แต่บางที โอกาสอาจไม่มีอีกแล้ว และทุกอย่างก็คงจะสายเกินไป...
The End
edit @ 2006/02/26 14:15:37

พยายามเข้า
พริ้วอย่างงาม ...

ลองสีแดง-ดำสิ เหอะๆ
ป.ล. http://pinkiinee.exteen.com/20051017/entry อันนี้วิธีทำเส้นประนะ
#1 By ASHLEY :) on 2006-02-26 14:16